หน้าแรก : เล่าภาพยนตร์ : >> ศัพท์แสงสตาร์เทรค : แฟนเพจ



ศัพท์สำคัญหลักๆ+เกร็ดไซไฟน่าสนใจ ในสตาร์เทรค


Warp (ออกเสียงตามไทยนิยมก็ "วาร์ป" / เสียงฝรั่งดั้งเดิมก็ต้องเป็น "วอร์ป" *ถือว่าเป็นเอกลักษณ์หลักของความเป็น Startrek เลยก็ว่าได้ = คือการเดินทางความเร็วเหนือแสง warp 1 คือเทียบเท่าประมาณ 1 เท่าของความเร็วแสงจริงๆ (300,000 กิโลเมตรต่อวินาที) แต่กระนั้น warp 10 ไม่ใช่ 10 เท่าของความเร็วแสงซะทีเดียว แต่ warp 10 เท่ากับความเร็วอนันต์! ในทีวีซีรี่ย์ชุด Star Trek : Voyager เคยมีการทดลองบินด้วยความเร็ว warp 10 ได้ครั้งหนึ่ง ซึ่งความเร็วระดับนี้จะทำให้ยานสามารถไปปรากฏที่ไหนก็ได้ในอวกาศ หรือช่วงเวลาใดก็ได้อดีต-อนาคต! ภายในชั่วพริบตา (ยิ่งกว่าหายตัวอีกกระมั้ง :) แต่มีผลข้างเคียงคือทำให้เซลของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนยานรวมทั้งตัวนักบินด้วยเกิดการกลายพันธุ์ไม่พึงประสงค์ได้ ทำให้ภายหลังไม่มีการพยายามใช้ความเร็ว warp 10 อีก...* แน่ละการ Warp ด้วยความเร็วสูงยังสามารถตั้งย้อนเวลาที่กำหนดเพื่อไปสู่อดีตและล่วงหน้าไปสู่อนาคตได้อีกด้วย

และการ Warp ใน Star Trek จะต้องมีเครื่องทำให้เกิดการเดินทางแบบวาร์ปขึ้นที่เรียกว่า "Warp Drive" หลักการไอเดียเบื้องต้น คือระบบเครื่องนี้มันจะส่งผลบิดโค้งอวกาศ ประหนึ่งการสร้างฟอง ขึ้นมาหุ้มยานจากนั้นก็บิดโค้งเนื้ออวกาศข้างหน้าให้เข้ามาหาเร็วขึ้น และคลายออกไปข้างหลังเมื่อยานบินออกตัวไป

Impulse = เป็นการขับเคลื่อนยานโดยใช้เครื่องยนต์ธรรมดาทั่วไป ตอนที่เดินทางปกติความเร็วต่ำกว่าแสง หรือตอนไม่ใช้การ วาร์ป นั่นเอง

* อาจเข้าใจปนกันว่า Star Trek เดินทางเข้า Hyperspace แบบเดียวกับ Star Wars ... ซึ่งๆจริงแล้วโดยไอเดียหลักการไม่เหมือนกันทีเดียว ก็เรียกว่าคนละวิธีกัน ... Hyperspace อุปมาเป็นเส้นทางลัดพิเศษ(ประมาณ ลิฟท์-บันไดเลื่อนเร็วเหนือแสง) ไม่ใช่การใช้หลักบิดโค้งเนื้ออวกาศแบบวาร์ป และที่แตกต่างสำคัญอีกอย่างก็คือ การวาร์ป สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ ก็ถ้าหากเมื่อ Warp Drive สามารถบิดโค้งอากาศ+มิติเวลารุนแรงมากยิ่งๆขึ้นไป(แต่ใน Trek เองก็จะใช้เมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น เพราะมันเสี่ยง) แต่ใน Hyperspace/StarWars พบว่าไม่เคยมีการข้ามเวลาใดๆ เราจึงไม่เห็นการข้ามเวลา ย้อนอดีต-ข้ามอนาคต ในเรื่อง Star Wars เลย :)

(* ล่าสุด ถ้าอิงตามหลักฟิสิกส์จริงๆโดยทั่วไปแล้วหลักการ วาร์ป หรือฟองวาร์ป อาจมีโอกาสสามารถเดินทางเร็วเท่าแสง(หรือเร็วเหนือแสง) ดูน่าจะเป็นไปได้มากกว่า Star Wars (ด้วย Star Wars สมมติไอเดียขึ้นมาเฉยๆ) ... แต่ยังไงก็ตามเชิงทฤษฎีฟิสิกส์ ณ ปัจจุบันแล้ว โอกาสที่ข้ามเวลาด้วยวาร์ปใน Startrek ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งต่างจากการเดินทางอื่นๆด้วย รูหนอน/wormhole หรือ หลุมดำ/Blackhole อันเหมือนจะมีโอกาสที่จะข้ามเวลาได้มากกว่า แต่ยังไงก็ตามการเดินทางเร็วเท่าแสงหรือเหนือแสงได้นั้น ก็ยังถือเป็นเชิงทฤษฎีความน่าจะเป็น หรือ ไอเดียจินตนาการไซไฟในหนังนิยายเท่านั้น ยังไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในชีวิตจริงใดๆ ... แต่อนาคตใครจะไปรู้ :) *สนใจเพิ่มเติมการ กรณีไอเดียการเดินทางเร็วเหนือแสงที่มีในหนังไซไฟอื่นๆ คลิกที่นี่ )

* แทรกเสริม: ภาพจำลอง NASA 'Warp Bubbles' Research อีกตัวอย่างเสริมเพิ่มเติม อธิบายไอเดียความน่าจะเป็นไปได้เท่านั้น (ยังสร้างจริงไม่สำเร็จ) กับกรณีกระบวนการเทคนิคที่เรียก ฟองวาร์ป (ซึ่งดูจะมีหลักใกล้เคียงการวาร์ปใน Startrek มากๆ) * เครดิต Source รูปภาพ: popsci.com

- Star Trek Into darkness (2013) ฉากยานบิดเบี้ยว แต่แท้จริงไม่ เป็นอวกาศภายนอกถูกบิดโค้งตามหลักการวาร์ปต่างหาก คนที่มองจากภายนอกเลยเห็นว่ายานมันบิดโค้งบิดเบี้ยวไป ซึ่งหลักการก็คล้ายๆการมองวัตถุผ่านเลนส์(เกิดฟองวาร์ปหุ้มยาน) จึงทำให้เห็นวัตถุผิดเพี้ยนไป -


ในรูปบนนี้ก็คือ หลักของ --ฟองวาร์ป (Warp Bubbles) -- อันเป็นการเดินทางเทียบเท่าความเร็วแสงได้ โดยไม่ฝืนหลักฟิสิกส์(ทฤษฎีสัมพัทธภาพ) ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง(เชิงทฤษฎี)ได้มากที่สุดแบบหนึ่ง ณ ขณะนี้ที่ NASA กำลังค้นคว้าหาทางออกอยู่... กระบวนการสังเขปตามล่างนี้ (ที่เรียง 1 3 2 ไม่ได้เรียงผิดนะครับ ตามนั้น)

1. สีแดง คือค่าแรงบวก บิดโค้งขยายเนื้ออวกาศและมิติเวลา[หรือเรียกรวมกันว่า กาลอวกาศ(Spacetime)] โดยยกตัวขึ้นด้านหลังยาน ทำหน้าที่ผลักยานไปข้างหน้า

3. สีฟ้า คือค่าแรงลบ บิดโค้งขยายกาลอวกาศ(Spacetime) ยุบตัวด้านหน้ายาน เป็นการสร้างความสมดุลให้ยานเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นและรักษา ดุลยภาพ

2. คือทั้งข้อ 1และ 3 จะก่อให้เกิดปรากฏการทำนองเป็นฟองหุ้มรอบยาน โดยภายในฟองกาลอวกาศ(space-time foam) มีค่าเป็นกลาง จึงไม่มีแรงใดๆรบกวนยานอวกาศและผู้โดยสาร ตัวยานก็จะยังคงอยู่สภาพแวดล้อมที่สงบเสถียร แรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ตามปกติเหมือนอยู่ในอวกาศนิ่งๆ

* โดยกระบวนการนี้ กาลอวกาศที่เป็นฟองจะเคลื่อนที่พายานไปได้เร็วเท่าแสงหรือเหนือแสงได้เอง ไม่ใช่ตัวยานเคลื่อนที่เอง! แต่ประเด็นปัญหาที่สำคัญตามมา คือการจะบิดโค้งกาลอวกาศได้อย่างไร แน่นอนต้องมีเครื่องหรือระบบอะไรทำนอง Warp Drive ซึ่งคาดว่าคงบต้องใช้พลังงานมหาศาล จึงยังคงปริศนาปัญหาว่า แล้วจะใช้พลังงานอะไร ?

- คลิปประกอบเสริม หลักการ ฟองวาร์ป (Warp Bubbles) และความเป็นไปได้ของ Warp Drive-



* กรณีศึกษา การค้นหาวิธีสร้าง Warp Bubbles/ฟองวาร์ป
กับความน่าจะเป็นได้เชิงฟิสิกส์ (พอให้เห็นภาพไอเดียสังเขปสั้นๆเบื้องต้นเท่านั้น)

คำตอบของการเดินทางนั้นซ่อนอยู่แล้วในกฏฟิสิกส์... Dr.White และทีมนักฟิสิกส์ได้พบช่องโหว่ในสมการคณิตศาสตร์บางตัว ซึ่งช่องโหว่นี้ชี้ว่าการ Warp ด้วยการบิดโค้งเนื้ออวกาศและมิติเวลานั้นมีโอกาสเป็นไปได้

ทีม Eagleworks ทีมงานวิจัยแห่งศูนย์อวกาศ Johnson องค์การ NASA ซึ่งดูแลโดย Dr.White นั้นกำลังพยายามค้นหาหลักฐานการมีอยู่ของช่องโหว่ทางฟิสิกส์นี้ พวกเขาได้สร้างเครื่องทดสอบพิเศษ เพื่อสร้างและตรวจจับตัวอย่างของ Warp Bubble ในระดับโมเลกุล เครื่องมือนี้ชื่อว่า "White-Juday Warp Field Interferometer"

นี่อาจเป็นความก้าวหน้าเล็กๆที่ดูห่างไกลจากปลายทาง แต่ Dr.White เชื่อว่าผลที่ได้จะสามารถประยุกต์ได้ในอนาคตจากงานวิจัยชิ้นนี้นั้นยิ่งใหญ่...Dr.White ได้กล่าวไว้ดังนี้...

"แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆที่ยืนยันความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์ แต่มันคือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่จะพิสูจน์แนวคิดการบิดโค้งอวกาศและมิติกาลเวลา มันเหมือนเหตุการณ์ยุคเครื่อง Chicago Pile เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องแรกของโลก ที่สร้างขึ้นในเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 1942 ในการสาธิตนั้นเครื่อง CP สามารถสร้างกำลังไฟฟ้าได้เพียงวูบเดียว และเพียงจำนวนน้อยนิดแค่ครึ่งวัตต์ แต่นั่นคือหลักฐานว่าทฤษฎีนิวเคลียร์นั้นทำได้จริง ภายในหนึ่งปีให้หลังก็เกิดเตาปฏิกรณ์ขนาด 4 MegaWatt นี่คือบทพิสูจน์ว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้นสามารถต่อยอดไปได้ไกลขนาดไหน หากได้รับการพิสูจน์แล้ว"

ในทางทฤษฎี การสร้าง Warp Bubble นั้น ยานอวกาศจะบีบอัดห้วงอวกาศด้านหน้ายาน และขยายห้วงอวกาศด้านหลัง ทำให้ตัวยานสามารถเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุหนึ่ง โดยที่ตัวยานนั้นไม่ได้เคลื่อนที่จริงๆเลยแม้แต่น้อย Dr.White เชื่อว่าการเดินทางชนิดนี้จะไม่มีผลกระทบใดๆทั้งนั้น ดังเช่นที่เกิดกับวิธีการเดินทางแบบดั้งเดิม (ในที่นี้น่าจะหมายถึงพวกแรงหนีศูนย์ แรงกระทำตรงข้ามอะไรพวกนั้น)

* ภาพจำลองแสดง การเดินทางแบบฟองวาร์ป-บรรยากาศอวกาศรอบๆ ที่ผู้สังเกตจะเห็นจากภายนอก - เครดิตที่มาภาพโดย Thomas Müller and Daniel Weiskopf, based on Milky Way Panorama by ESO/S Brunier


คลิปภาพจำลอง --- * การที่ผู้สังเกตมองเห็นจากภายนอก เป็นลักษณะบิดโค้ง เหตุเพราะ เมื่อเนื้ออวกาศถูกบิดโค้ง จึงแสงที่สะท้อนเข้าตาจึงบิดโค้ง ไปด้วย เมื่อบิดโค้งสูงมากๆ จึงคล้ายมองดูผ่านเลนส์ตาปลา --- (หลักฟิสิกส์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Gravitational Lensing") ... (ในไซไฟที่มีการบิดโค้งตามหลักฟิสิกส์จริงทำนองนี้ ก็อาทิเรื่อง Interstellar 2014 กรณี รูหนอน หลุมดำ เป็นต้น)

การใช้กฏฟิสิกส์เพื่อบีบอัดหรือขยายเนื้ออวกาศ ยานอวกาศในอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีนี้อาจสามารถเดินทางไปที่ไหนๆก็ได้อย่างรวด เร็วชนิดคาดไม่ถึง และปราศจากผลกระทบใดๆต่อตัวยานและลูกเรือ" Dr.White กล่าว ... "หากการทดลองนี้ได้รับการยืนยันว่าทำได้จริง เราน่าจะสามารถสร้างยานอวกาศที่นำเราไปยัง Alpha Centauri (ระบบดวงดาวที่อยู่ใกล้เราที่สุด ห่างออกไปเพียง 4.36 ปีแสง) ด้วยระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์เวลาโลก Dr.White ยืนยันว่าเวลาบนยานและบนโลกนั้นจะเท่ากัน และภายใน Bubble ก็จะไม่มีความปั่นป่วนใดๆ ไม่มีอุบัติเหตุหรือการชนใดๆ เพราะความเร็วที่ใช้นั้นคือ 0 "เมื่อคุณเปิด Warp Field จะไม่มีแรงต้านมาถีบคุณกระแทกกับเบาะอะไรทั้งนั้น"

ฉากมุมมองจากด้านนอกยาน จะเห็นการบินโค้งของเนื้ออวกาศ คล้ายหลักการของ ฟองวาร์ป --- รูปจาก "Star Trek: Beyond" ตัวอย่าง 2 --- อันภาพยนตร์ภาคใหม่ล่าสุด (*กำหนดฉาย July 2016 ) ... ดูแบบคลิปภาพเคลื่อนไหวด้านล่าง



-- คลิปอธิบายหลักการ Warp ของ Startrek เบื้องต้น ช่วยเห็นภาพง่ายขึ้น (ซึ่งคล้ายหลัก Warp Bubble ข้างต้นนั่นเอง) --


- คำตอบเรื่องปัญหาแหล่งพลังงาน

ปัญหานี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักฟิสิกส์ว่าแหล่งพลังงานจะมา จากไหน และต้องใช้มากเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ นักฟิสิกส์หลายคนยังเชื่อว่าหากเครื่อง Warp Drive สามารถสร้างได้จริง ก็อาจต้องพึ่งแหล่งพลังงานประเภท Exotic Matter (สสารที่มีคุณลักษณะพิเศษที่แย้งหรือแหกกฏฟิสิกส์ เช่น สสารรลบ สสารมืด ที่ปัจจุบันยังไม่ยืนยันการค้นพบอย่างเป็นทางการใดๆเลย) ขนาดเท่าดาวพฤหัส! ซึ่งหากต้องใช้แหล่งพลังงานมากขนาดนั้นจริง การเดินทางชนิดนี้ก็ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่โชคดีที่ Dr.White ได้หาทางออกเอาไว้แล้ว

ทีม Eagleworks พบว่าในทางทฤษฎีนั้น Warp Engine จะใช้พลังงานน้อยกว่าที่คิดมาก ด้วยการปรับความหนาและความแข็งของ Warp Bubble รวมทั้งการปรับแรงสั่นสะเทือน Bubble เพื่อลดความหนาแน่นของห้วงอวกาศและมิติกาลเวลา พวกเขาสามารถลดขนาดเชื้อเพลิง Exotic Matter จากขนาดเท่าดวงดาวเหลือเพียง 500 ก.ก. เท่านั้น ซึ่งสสารขนาด 500 ก.ก. นี้สามารถสร้าง Bubble ขนาด 10 เมตร และส่งมันไปได้ด้วยความเร็ว 10c หรือสิบเท่าของความเร็วแสง! โดยที่ไม่ได้ฝืนกฏฟิสิกส์ที่ว่าเราไม่สามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสง เพราะจริงๆแล้วตัวยานไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย มีเพียงผลที่ออกมาเท่านั้นที่ทำให้ดูเหมือนว่าเร็วกว่าแสง

นั่นหมายความว่าเราจะสามารถเดินทางไปยังดาว Gliese 581g ดาวที่มีลักษณะเหมือนโลกที่อยู่ห่างออกไป 20 ปีแสง ได้ในเวลาเพียง 2 ปี ซึ่งเราสามารถส่งนักบินอวกาศหรือหุ่นยนต์เพื่อภารกิจสำรวจได้

แม้ยังห่างไกลจากความเป็นจริงพอสมควร สิ่งที่ Dr.White เสนอคือสิ่งที่จะเปิดศักราชใหม่แห่งการสำรวจอวกาศ ที่ในที่สุดเราอาจได้จากโลกนี้ไป กลับไปสู่ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในช่วงอายุขัยของเรา

*เครดิตข้อมูล + หากสนใจสมทบเพิ่มเติมอีก ได้ที่ sploid.gizmodo.com และ dailygalaxy.com



Beam (*อีกเอกลักษณ์ของความเป็น Startrek ที่ไม่มีไม่ได้ :) = คือการใช้เครื่องแปลงมวลสาร (Transporter) เพื่อการเคลื่อนย้ายคนหรือสิ่งของจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ในลักษณะสลายหายตัว!กลายเป็นแสง ซึ่งจะ บีมได้ไกลในระยะทางหนึ่งเท่านั้น หรือประมาณสูงสุดไม่เกิด ประมาณ 40,000-50,000 กม. เช่น ส่วนใหญ่ไกลๆจะอยู่ในระดับ บีมจากที่อยู่ยานในอวกาศโคจรรอบดาว แล้วบีมลงในพื้นที่ดาว ทั้งมีเงื่อนไขว่าเครื่อง Transporter ต้องสามารถตรวจจับตำแหน่งคนหรือสิ่งที่จะบีมได้แน่นอนก่อนด้วย ถ้าตรวจจับไม่ได้แม้อยู่ใกล้ก็ไม่มีความ ( *ไม่สามารถ บีมระยะห่างระหว่างดวงดาวแบบไกลหลายๆปีแสงได้ ถ้าไกลขนาดนั้นก็ต้องเดินทางด้วยยาน วาร์ป ไปในย่านนั้นก่อน ) ... ห้องในยานที่ใช้เป็นจุด Beam รับส่ง เรียกว่า "Transporter Room"

- ตัวอย่างฉากการ Beam ในภาคต่างๆ -


United Federation of Planets = "สหพันธ์แห่งดวงดาว" ก่อตั้งในปี 2161 โดยประกอบด้วยสมาชิกเริ่มแรกคือ มนุษย์โลก, ชาวVulcans, ชาวAndorians และ ชาวTellarites เป็นหลัก หลังจากนั้นก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหลายดวงดาวจากทั่วแกแลคซี ก็เพื่อเป็นศูนย์ในการรักษาสันติระหว่างดวงดาวร่วมกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันยามวิกฤติ

- รูป 4 สมาชิกเริ่มแรกสุดของสหพันธ์แห่งดวงดาว ได้แก่ : ชาวมนุษย์โลก, ชาวVulcans, ชาวAndorians(ผิวสีฟ้า) และ ชาวTellarites(รูปขวาสุด) -


- แน่ละว่า ใน Startrek จะมีชาวต่างดาวสปีชีส์ ปลีกย่อยต่างๆร่วมสมทบเรื่องราวอีกมากมาย ทั้งแบบหน้าตาคลายมนุษย์ และไม่คล้าย (รวมทั้งพวกสิ่งมีชีวิตสัตว์ต่างดาวในอวกาศ ประหลาดๆอีกมากมาย ฯลฯ ) -

- จาก StarTrek‬ TNG(ทีวีซีรี่ย์) - Season1/Episode1-2 ตอน Encounter at Farpoint : ฉากยานเอนเทอร์ไพรซ์ เผชิญหน้ากับ สปีชีส์ประหลาดขนาดยักษ์ อาศัยในห้วงอวกาศ ... พวกมันมีความสามารถพิเศษ แปลงพลังงานเป็นสสารได้สารพัด(+แปลงร่างได้) และตัวมันเองก็ให้พลังงานมหาศาล : -


Starfleet = เป็นองค์กรควบคุมฝูงยานอวกาศของสหพันธ์แห่งดวงดาว ต้นสังกัดของยาน Enterprise และยานเกี่ยวข้องอื่นๆ

- ตัวอย่างบรรยากาศ ออฟฟิตสำนักงานใหญ่ Starfleet บนโลก ซึ่งตั้งอยู่เชิงสะพาน Golden Gate ณ San Francisco อเมริกา -


Enterprise = เป็นชื่อยาน ของ Starfleet ... เมื่อถูกทำลาย หรือปลดระวาง ก็จะสร้างใหม่ใช้ชื่อเดิม แต่เปลี่ยนรหัสยาน เช่น Enterprise NCC-103, Enterprise NX-01 เป็นต้น...และจากความสำเร็จของภาพยนตร์ชุดสตาร์ เทรค ทำให้นาซา ตั้งชื่อกระสวยอวกาศลำแรกที่บินทดสอบในปี พ.ศ. 2520 ว่า กระสวยอวกาศเอนเทอร์ไพรซ์ (จากเดิมที่จะใช้ชื่อว่า "คอนสติติวชัน" (Constitution)

-Shield = เป็นม่านเกราะสนามพลังงานไว้คอยป้องกันยานจากการถูกยิง (แต่มีข้อจำกัดโดยจะลดระดับพลังงานเรื่อยๆจนถึง 0% ก็คือหมดทางป้องกันตัวเอง)

-Cloaking device = เทคโนฯ อำพราง ทำให้มองไม่เห็น อาทิ การอำพรางยานอวกาศทั้งลำ เพื่อหลบซ่อน

-Tractor beam = ลำแสงลากจูง อีกเทคโนที่ใช้แสงหรือพลังงาน (ที่อาจมองไม่เห็นก็ได้) ในการดึงลาก-ยึด-หรือดูด วัตถุเป้าหมายระยะไกล หรือระดับลากจูงยานทำลำได้ หรือประยุกต์ใช้ในเชิงการติดตามเกาะติดยานอีกลำ เป็นต้น

- ตัวอย่างสถานีอวกาศของ Starfleet ปล่อยยาน Enterprise : และคลิปวิดีโอ ยาน Enterprise ทำการ Warp -


- ตัวอย่างผังในยาน จากหนังภาค Beyond 2016 ล่าสุด ... ยาน Enterprise, Franklin และของ Krall : ดูภาพขยายใหญ่ คลิกตามไปที่นี่ -


Phaser = ปืนแสง สามารถปรับความแรง-ลักษณะผลที่เกิดขึ้นได้ อาทิ ปรับได้ทั้งแบบยิงทำให้สลบ, ตาย หรือแบบแรงสุดยิงให้สลายกลายเป็นไอหายในพริบตา


Replicator = เครื่องสร้างอาหารสำเร็จรูป(รีไซเคิลในตัว) แค่กดปุ่มเลือก อาหารคาวหวาน-เครื่องดื่ม ตามเมนูที่เลือก ก็จะออกมาอย่างรวดเร็ว! พร้อมภาชนะบรรจุด้วย ถือเป็นอีกนวัตกรรมล้ำเลิศให้ความสะดวกสบายอย่างยิ่ง กลไกการทำงานในระดับเชิงควอนตัมหรืออนุภาคเล็กกว่าอะตอม (*แง่หนึ่งมัน ทำงานคล้ายๆ 3D printer ในปัจจุบัน แต่เน้นไปที่อาหารแทน และทำได้หลากหลายวัสดุกว่า ทั้งสามาถกินได้-มีคุณค่าทางอาหารจริง)


Holodeck = ห้องสร้างฉากเสมือนโฮโลแกรมที่สมจริงจับต้องปฏิสัมพันธ์ได้ มีทุกบรรยากาศ ตามที่โปรแกรมไว้ อาทิ ฉากภูเขา ฉากทะเล เมือง น้ำ ลม ต้นไม้ ล้วนสมจริงจนแทบแยกไม่ออกจากความจริง รวมทั้งวัตถุสิ่งของต่างๆประกอบด้วย ใช้ทั้งในแง่การพักผ่อน บันเทิง หรือการฝึกทักษะบางอย่าง ฯลฯ (*คล้ายการทำงานของ แว่น VR ปัจจุบัน แต่ Holodeck เป็นห้องทั้งห้องและไม่จำเป็นต้องใส่แว่น)


Vulcan = เป็นมนุษย์ต่างพวกแรกสุดที่ติดต่อพบปะกับชาวโลก(First Contact) ช่วงหลังสงความโลกครั้งที่ 3 หลังจากนักวิทยาศาสตร์ Cochrane ของโลกสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงได้ครั้งแรกในปี 2063 ทำให้มนุษย์โลกรู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงเป็นครั้งแรก ชาววัลแคน หน้าตารูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีเอกลักษณ์ตรงหูแหลมยาว คิ้วเรียวเฉียงขึ้น มักไว้ผมปรกหน้าม้า และยังมีวัฒนธรรมเทิดทูน logic หรือการคิดแบบตรรกะเหตุผลอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งยังมีการปลูกฝัง-ฝึกฝนให้ละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ตั้งแต่เด็กๆ วัลแคนมีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์มาก


Mind Melt
= เป็นความสามารถพิเศษของชาว vulcan ในการแชร์ความคิด-ความทรงจำ-จิตใต้สำนึก ต่างๆของตนเองให้ผู้อื่นเห็น หรือเห็นของผู้อื่นก็ตาม (อาทิ Spock ตอนแก่ ในภาพยนตร์ภาค11 (2009) ทำ mind melt เพื่อแสดงสิ่งที่เกิดขึ้นบนดาวหิมะออกมาเป็นภาพในความทรงจำ เป็นฉากๆ โดยการใช้นิ้วมือจับไปที่บริเวณหน้าของอีกคน


Nerve Pinch = อีกความสามารถพิเศษสำคัญของ vulcan ในการจู่โจมสะกดคู่กรณีอีกคน หรือศัตรูให้หยุดชะงักและสลบไปได้(แต่ไม่ตาย) โดยการใช้นิ้วบีบบริเวณระหว่างคอและไหล่


katra = อีกความสามารถพิเศษเหลือเชื่อของ vulcans ที่สามารถย้ายจิต-วิญญาณไปสิงอยู่ในร่างคนอื่นได้เมื่อยามฉุกเฉิน (โดยการใช้นิ้วแตะหน้าและคอ) แต่ก็ใช้ได้เฉพาะ vulcan ผู้มีทักษะสูงเท่านั้น


"Live long and prosper"
= "ขอให้ยั้งยืนและรุ่งเรือง" เป็นคำทักทายเมื่อเจอกัน-อวยพรก่อนจากของ Vulcans โดยพร้อมกับการยื่นมือออก กางนิ้วก้อยชิดนิ้วนาง นิ้วชี้ชิดนิ้วกลาง และนิ้วโป้งแยกออก


Romulan
= เป็นสายพันธุ์ร่วมรากเดียวกันกับ Vulcans แต่แยกออกมาเพราะไม่เห็นด้วยกับการที่ vulcans ละทิ้งความรู้สึก มุ่งเน้นแต่ logic มักนิยมซักลายสีดำบนใบหน้าร่างกาย โรมูลันบางกลุ่มต่อต้านทำตัวเป็นศัตรูกับ United Federation of Planets... แม้จะมีการทำข้อตกลงไม่รุกรานซึ่งกันแล้วก็ตาม

- ชาววัลแคน เอกลักษณ์หูแหลมยาว คิ้วเรียวเฉียงขึ้น ไว้ผมปรกหน้าม้า : ภาพซ้าย "สป็อค" ร่ำลาแบบชาววัลแคน -


Klingon = ชาวคลิงออน มนุษย์ต่างดาวเผ่านักรบ หน้าตาดุร้าย นิยมสงครามและความรุนแรง เทิดทูลเกียรติยศศักดิ์ศรีตนเอง เหยียดเผ่าพันธุ์อื่นๆ มักเป็นผู้ร้ายในซีรี่ส์สตาร์เทรคยุคแรกๆ(ยุคช่วงเวลาหลังๆก็ยังโผล่มาก่อการบ้าง แต่น้อยลง)


Borg
= ชาวบอร์ก เป็นพวกที่ดัดแปลงตัวเองเป็นกึ่งจักรกล(ทำนองไซบอร์ก) ด้วยแนวคิดต้องการชีวิตอมตะและสมบูรณ์แบบ มักโจมตีรุกรานผู้อื่น แล้วจับมาล้างสมอง!-ดัดแปลงให้กลายเป็น บอร์ก ด้วยกัน


Borg Cube
= ยานอวกาศของบอร์ก เป็นรูปลูกบาศก์ (แต่ยังมีแบบรูปทรงกลมด้วยเช่นกันเรียก Borg sphere)


"Resistance is futile"
= "การต่อต้านไร้ประโยชน์" เมื่อพวกบอร์กจะโจมตีหรือรุกรานผู้ใด มักเอ่ยคำขู่ประโยคนี้ขึ้นมาก่อน

- โฉมหน้ารูปลักษณ์ คลิงก้อน(Klingon) : พวกบอร์ก(Borg) : โรมูลัน(Romulan) ตามลำดับ -



- วิดิโอคลิป ราชินีบอร์ก!(Borg Queen) : ยานอวกาศหลักของพวกบอร์กมีลักษณะประหลาดไม่เหมือนใครคือเป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ -


Ferengi = มนุษย์ต่างดาวเผ่า "ฟีเรนจี" เป็นพวกต่างดาวที่มีวัฒนธรรมเชิดชูนิยมการค้า การทำกำไร ความมั่งคั่งแบบทุนนิยมเงินตรา เชี่ยวชาญในเรื่องการต่อรองทางธุรกิจ-ระบบเศรษฐศาสตร์

(*จะเห็นว่าในมหากาพย์ Star Trek ได้จัดสปีชี่ย์ต่างๆให้มีเอกลักษณ์-วัฒนธรรมเฉพาะตัวในลักษณะต่างๆกันไป...มนุษย์โลก เทิดทูลการมีอารมณ์ความรู้สึก, Vulcan เทิดทูลตรรกะความมีเหตุผล, Klingon เทิดทูลเกียรติยศศักดิ์ศรี, Borg เทิดทูลร่างกายสมบูรณ์แบบ-ชีวิตอมตะ, Ferengi เทิดทูลเงินตรากำไร! :)

- วิดิโอคลิปบทบาทของ Ferengi ในทีวีซีรี่ย์ Star Trek : Deep Space Nine หรือ DS9 (* Ferengi ไม่ปรากฏมีบทบาทในภาคโรงภาพยนตร์) -


Bird-of-prey
= ชื่อยานนกศึกของคลิงออน กับเทคโนฯ Cloaking device = ม่านอำพรางทำให้บุคคลอื่นไม่สามารถมองเห็น เป็นสนามพลังอำพรางกาย หรือให้ยานทั้งลำให้โปร่งแสงไร้ร่องรอย (ยานของพวกคลิงออนเป็นนิยมใช้นิยมใช้เป็นพิเศษ)


Supernova
= คือเหตุจากการที่ดาวฤกษ์(ที่มวลมากกว่าดวงอาทิตย์เรามากๆ) ถึงคราวสิ้นอายุขัยหมดพลังงาน ก็จะยุบอัดตัวเองและระเบิดตัวเองรุนแรงเปล่งแสงสวยงาม ในที่สุดกลายเป็นกลุ่มฝุ่นแก๊ซกระจายล่องลอยในอวกาศ การระเบิดนั้นเรียกว่า "ซุเปอร์โนวา" ( * Supernova มีจริงในห้วงอวกาศของจริงๆ)


Blackhole
= "หลุมดำ" เป็นพื้นที่ลึกลับในอวกาศที่มีแรงดึงดูดสูงมากเป็นอนันต์ ดูดทุกสิ่งที่อยู่รอบแม้แต่ความเร็วแสงก็หนีไม่พ้น จึงมีลักษณะมืดดำ *ในหนังไซไฟสามารถใช้หลุมดำเป็นทางลัดข้ามเวลาได้ และใช้เป็นอาวุธทำลายล้างสูบดาวทั้งดวงให้พินาศได้ ( * Blackhole มีจริงในห้วงอวกาศของจริง ปัจจุบันมีการค้นพบมากมาย ... แต่การเข้าไปในหลุมดำ-ทะลุมิติข้ามเวลาเป็นแค่ไอเดียเชิงไซไฟในหนังเท่านั้น ฟิสิกส์ดาราศาสตร์จริงๆไม่ยืนยันใดๆ และภายในหลุมดำก็ยังคงเป็นปัญหาปริศนา)

- ตัวอย่างฉาก "หลุมดดำ" กำลังดูดยาน Enterprise ใน StarTrek (2009) -


Wormhole
= "รูหนอน" ทำนองช่องทางเชื่อมลัดในอวกาศ ย่นย่อระยะทางไกลให้ใกล้ ช่วยให้เดินทางไกลหลายๆปีแสงได้เร็วยิ่งขึ้น ( * Wormhole ยังเป็นแค่ไอเดียความเป็นไปได้เชิงฟิสิกส์ดาราศาสตร์เท่านั้น ความเป็นจริงจริงยังไม่มีการค้นพบแต่ประการใด)

- ตัวอย่างฉาก "รูหนอน" ใน StarTrek ทีวีซีรี่ย์ Deep Space Nine(DS9) - Season5/Episode15 ตอน By Inferno's Light -


Alpha, Beta, Gamma, Delta
= แกแลคซีทางช้างเผือก แบ่งพื้นที่ออกเป็นควอแดนซ์ (Quadrant) หรือ 4 โซน คือ Alpha, Beta, Gamma และ Delta
- Alpha : คือ พื้นที่ระบบสุริยะ และโลกของเรา ทั้งพวกFerengi, พวกCardasian และพวกTellarites เป็นต้น
- Beta : ได้แก่ พื้นที่หลักของ Klingon, Romulan และพวกAndorians กับพวกVulcan(สองดาวนี้อยู่ใกล้ๆกัน)
- Gamma : พื้นที่หลักของอาณาจักร Dominion
(มีหลายสปีชีส์ อาทิ พวกVorta หรือ พวกCardasian)
- Delta : พื้นที่หลักของพวก Borg


*Starfleet ต้นสังกัดของยาน Enterprise : ออฟฟิตใหญ่อยู่ที่โลก แต่ก็มีฐานย่อย ณ ดาวต่างๆ ในทุกๆพื้นที่ควอแดนซ์ (เรียก Satrbase 11, 12 เป็นต้น)

*บางสปีชีส์ต่างดาว ก็มีการยึดจับจองดาว-ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกควอแดนซ์ อาทิพวก Klingon

*ดูเหมือนเหตุการณ์ต่างๆใน Startrek(ทุกซีรี่ย์) จะเป็นการเดินทางท่องอวกาศภายในแกแลคซีทางช้างเผือกเราเป็นหลักเท่านั้น อาจมีบ้างที่ไปดาวอื่นๆที่อยู่นอกเขต แต่ก็ไม่บ่อยนัก